Join Nostr
2026-02-04 12:50:08 UTC

maiakee on Nostr: เมื่อสิ่งที่ดูเหมือน “ขวา” ...



เมื่อสิ่งที่ดูเหมือน “ขวา” แท้จริงตั้งอยู่บนรากคิดแบบซ้าย

การอ่านการเมืองร่วมสมัยใหม่ผ่านอุดมคติสังคมนิยม

ภาพการจัดวางการเมืองร่วมสมัยที่แพร่หลายในพื้นที่สาธารณะ มักสรุปอย่างเรียบง่ายว่า พรรคหรือขบวนการจำนวนมากในปัจจุบัน “โดยรวมอยู่ฝั่งขวา” ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายอนุรักษนิยม ชาตินิยม หรือแม้แต่รัฐบาลที่ใช้อำนาจรัฐเข้มข้น ภาพเช่นนี้อาศัยเกณฑ์การประเมินจากรูปแบบการใช้อำนาจทางการเมือง การควบคุมสังคม และวาทกรรมด้านความมั่นคงเป็นหลัก จึงไม่น่าแปลกที่ทุกสิ่งจะถูกผลักไปอยู่ด้านเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม หากละสายตาจากรูปแบบอำนาจในเชิงสถาบัน แล้วหันมาพิจารณาในระดับที่ลึกกว่า คือระดับของ “อุดมคติทางเศรษฐกิจและศีลธรรมทางสังคม” ภาพดังกล่าวจะเริ่มสั่นคลอน และเปิดพื้นที่ให้กับข้อเสนอที่ดูขัดแย้งกับสามัญสำนึก นั่นคือ ความคิดที่ว่า แท้จริงแล้ว ทั้งสังคมนิยมแบบอำนาจนิยมและสังคมนิยมแบบเสรีนิยม ล้วนตั้งอยู่บนฝั่งซ้ายสุดในเชิงอุดมคติสังคมนิยม แม้ว่าพวกเขาจะถูกมองว่าเป็น “ขวา” ในเชิงการเมืองก็ตาม

งานวิจัยด้านอุดมการณ์การเมืองจำนวนมากชี้ว่า ปัญหาพื้นฐานของการถกเถียงลักษณะนี้ คือการนำมิติทางเศรษฐกิจและมิติทางอำนาจทางการเมืองมาปะปนกันโดยไม่แยกออกจากกันอย่างเป็นระบบ อุดมการณ์สังคมนิยมในความหมายคลาสสิก ไม่ได้ถูกนิยามจากระดับเสรีภาพทางการเมืองเป็นอันดับแรก แต่ถูกนิยามจากสมมติฐานเกี่ยวกับความเป็นธรรมทางสังคม ความไม่ชอบธรรมของความเหลื่อมล้ำ และบทบาทของส่วนรวมเหนือปัจเจก (Freeden, 2003)

หากใช้เกณฑ์นี้เป็นจุดตั้งต้น จะเห็นว่า ทั้งสังคมนิยมแบบอำนาจนิยมและสังคมนิยมแบบเสรีนิยม มีรากคิดร่วมกันอย่างชัดเจน กล่าวคือ ทั้งสองต่างปฏิเสธแนวคิดตลาดเสรีในฐานะกลไกจัดสรรทรัพยากรที่ชอบธรรมโดยตัวมันเอง และต่างยอมรับว่ารัฐหรือสถาบันส่วนรวมควรมีบทบาทเชิงรุกในการกำหนดทิศทางของเศรษฐกิจและการกระจายทรัพยากร ความแตกต่างระหว่างสองแนวทางนี้ จึงไม่ได้อยู่ที่ “ซ้ายหรือขวา” หากแต่อยู่ที่ “ใครควบคุมอำนาจ และควบคุมอย่างไร”

สังคมนิยมแบบอำนาจนิยมในประวัติศาสตร์ มักถูกเข้าใจว่าเป็นฝ่ายซ้ายในเชิงเศรษฐกิจ แต่เป็นฝ่ายขวาในเชิงการเมือง ทว่าการแบ่งเช่นนี้เองที่งานวิจัยจำนวนมากตั้งคำถาม เพราะการรวมศูนย์อำนาจรัฐ การลดบทบาทของปัจเจก และการให้ความชอบธรรมแก่การวางแผนจากส่วนกลาง ล้วนเป็นการขยายหลักการสังคมนิยมในเชิงสุดโต่ง ไม่ใช่การทรยศต่อมัน (Acemoglu and Robinson, 2012) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ระบอบอำนาจนิยมเหล่านี้ไม่ได้ละทิ้งอุดมคติสังคมนิยม แต่เลือกที่จะทำให้มันสมบูรณ์ผ่านการควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จ

ในทำนองเดียวกัน สังคมนิยมแบบเสรีนิยม หรือสังคมนิยมประชาธิปไตยในรัฐสวัสดิการยุโรปเหนือ แม้จะรักษาเสรีภาพทางการเมืองและระบบเลือกตั้งไว้ แต่ก็ยังคงยึดอุดมคติเดียวกันในระดับโครงสร้าง นั่นคือ ความเชื่อว่าความเสมอภาคและความมั่นคงทางสังคมมีคุณค่าทางศีลธรรมสูงกว่าเสรีภาพของตลาด การเก็บภาษีก้าวหน้า การให้บริการสาธารณะถ้วนหน้า และการลดบทบาทของกลไกตลาดในภาคส่วนสำคัญ ล้วนเป็นการขับเคลื่อนอุดมคติสังคมนิยมในรูปแบบที่นุ่มนวลกว่า (Esping-Andersen, 1990; Piketty, 2020)

เมื่อพิจารณาเช่นนี้ ภาพที่จัดวางทุกอย่างไว้ฝั่งขวาจึงสะท้อนเพียงระดับผิวของการเมือง นั่นคือรูปแบบอำนาจและวาทกรรม แต่ไม่สามารถอธิบายรากคิดเชิงอุดมการณ์ได้อย่างแท้จริง งานข้อมูลเปรียบเทียบจากฐานข้อมูลอย่าง World Values Survey และ V-Dem แสดงให้เห็นว่า พรรคหรือรัฐบาลจำนวนมากที่ถูกจัดว่าเป็น “ขวา” ในเชิงวัฒนธรรมและอำนาจนิยม กลับสนับสนุนรัฐสวัสดิการ การแทรกแซงตลาด และการกระจายทรัพยากรในระดับสูง ซึ่งสอดคล้องกับอุดมคติสังคมนิยมมากกว่าลัทธิเสรีนิยมตลาด (Norris and Inglehart, 2019)

ดังนั้น คำกล่าวที่ว่า ทุกฝ่ายอยู่ซ้ายสุดในแง่อุดมคติสังคมนิยม ไม่ได้เป็นการยั่วยุทางวาทศิลป์ หากแต่เป็นการชี้ให้เห็นความย้อนแย้งของการเมืองร่วมสมัย กล่าวคือ สิ่งที่ถูกมองว่าเป็น “ขวา” ในระดับอำนาจ กลับตั้งอยู่บนรากคิดแบบซ้ายในระดับคุณค่าและเป้าหมายทางสังคม การไม่แยกสองระดับนี้ออกจากกัน ทำให้ภาพการเมืองที่ถูกแชร์กันอย่างแพร่หลาย กลายเป็นภาพที่ดูเข้าใจง่าย แต่ไม่สามารถอธิบายความเป็นจริงเชิงโครงสร้างได้

ในท้ายที่สุด การถกเถียงเรื่องซ้ายหรือขวาอาจไม่สำคัญเท่ากับการตั้งคำถามว่า อุดมคติใดกำลังขับเคลื่อนสังคมอยู่จริง และอุดมคตินั้นถูกทำให้เป็นจริงผ่านรูปแบบอำนาจแบบใด เพราะเมื่อพิจารณาอย่างลึกซึ้งแล้ว ความแตกต่างระหว่างสังคมนิยมแบบอำนาจนิยมและสังคมนิยมแบบเสรีนิยม อาจเป็นเพียงความแตกต่างของวิธีการ มิใช่ความแตกต่างของรากคิด



หากมองลึกลงไปอีกระดับ จะเห็นว่าความสับสนเรื่องซ้ายและขวาในภาพการเมืองร่วมสมัย มิได้เกิดจากการจัดวางตำแหน่งผิดพลาดเพียงอย่างเดียว หากแต่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของ “ความหมายของอุดมการณ์” เองในโลกหลังศตวรรษที่ยี่สิบ นักทฤษฎีการเมืองจำนวนมากชี้ว่า อุดมการณ์หลักๆ ไม่ได้ดำรงอยู่ในรูปแบบบริสุทธิ์อีกต่อไป แต่ถูกผสม กลืน และดัดแปลงเพื่อรับใช้สภาวะทางสังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป (Heywood, 2017)

ในบริบทนี้ สังคมนิยมไม่ได้ปรากฏตัวในฐานะขบวนการแรงงานหรือการปฏิวัติชนชั้นเหมือนในอดีต หากแต่ฝังตัวอยู่ในนโยบาย ความคาดหวังทางศีลธรรม และจินตภาพของรัฐที่ “ต้องดูแล” ประชาชน ไม่ว่ารัฐนั้นจะมีรูปแบบอำนาจแบบเสรีหรือแบบอำนาจนิยมก็ตาม แนวคิดว่ารัฐควรรับประกันความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ลดความเสี่ยงของชีวิต และแก้ไขความล้มเหลวของตลาด กลายเป็นฉันทามติทางศีลธรรมข้ามขั้วการเมืองไปแล้ว (Stiglitz, 2012)

จุดนี้เองที่ทำให้คำว่า “ขวา” ในภาพที่ถูกแชร์กัน กลายเป็นคำที่อธิบายได้เพียงเปลือกนอก กล่าวคือ มันอธิบายท่าทีทางวัฒนธรรม ความเป็นชาตินิยม หรือความแข็งกร้าวของรัฐ แต่ไม่สามารถอธิบายตรรกะทางเศรษฐกิจและศีลธรรมที่อยู่เบื้องหลังได้ งานวิจัยเชิงเปรียบเทียบจำนวนมากพบว่า รัฐที่ถูกจัดว่าเป็นฝ่ายขวาในเชิงวัฒนธรรม กลับมีระดับการแทรกแซงเศรษฐกิจ การอุดหนุน และการจัดสวัสดิการไม่ต่าง หรือบางครั้งสูงกว่ารัฐที่ถูกมองว่าเป็นฝ่ายซ้ายแบบดั้งเดิมด้วยซ้ำ (Hall and Soskice, 2001)

เมื่อพิจารณาเช่นนี้ จะเห็นว่า authoritarian socialists และ liberal socialists ไม่ได้อยู่คนละฝั่งของสเปกตรัมอุดมการณ์ หากแต่อยู่คนละตำแหน่งบน “เส้นทางการทำให้สังคมนิยมเป็นจริง” แนวทางแรกเลือกใช้การรวมศูนย์อำนาจและการบังคับเพื่อทำให้อุดมคติเรื่องความเสมอภาคและการควบคุมทรัพยากรเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แนวทางหลังเลือกใช้สถาบันประชาธิปไตย กลไกกฎหมาย และฉันทามติทางสังคมเพื่อบรรลุเป้าหมายเดียวกันในระยะยาว (Przeworski, 1985)

ในแง่นี้ ความแตกต่างระหว่างสองกลุ่มจึงเป็นความแตกต่างเชิงเทคนิคของอำนาจ ไม่ใช่ความแตกต่างเชิงอุดมการณ์ การที่ภาพหนึ่งภาพจัดวางทุกอย่างไว้ฝั่งขวา จึงเท่ากับมองข้ามข้อเท็จจริงที่ว่า ทั้งสองแนวทางต่างยืนอยู่บนสมมติฐานร่วมกันว่า ปัจเจกไม่สามารถพึ่งพาตนเองผ่านตลาดได้อย่างเป็นธรรม และรัฐหรือส่วนรวมมีสิทธิและหน้าที่ในการกำหนดทิศทางชีวิตทางเศรษฐกิจของสังคม (Polanyi, 1944)

งานของ Polanyi มีความสำคัญอย่างยิ่งในจุดนี้ เพราะเขาชี้ให้เห็นว่า การต่อต้านตลาดเสรีไม่ได้จำกัดอยู่ในฝ่ายซ้ายเชิงวัฒนธรรมหรือเสรีนิยม หากแต่เป็นปฏิกิริยาทางสังคมต่อความไม่มั่นคงที่ตลาดสร้างขึ้นเอง ซึ่งสามารถนำไปสู่ทั้งรัฐสวัสดิการประชาธิปไตยและรัฐอำนาจนิยมได้พร้อมกัน ขึ้นอยู่กับโครงสร้างอำนาจและสถาบันทางการเมืองที่มีอยู่

ดังนั้น การกล่าวว่า “ทุกฝ่ายอยู่ซ้ายสุดในเชิงอุดมคติสังคมนิยม” ไม่ได้หมายความว่าทุกฝ่ายมีคุณค่าหรือผลลัพธ์เหมือนกัน แต่หมายความว่า พวกเขาเริ่มต้นจากคำถามเดียวกัน คือ สังคมควรจัดการความเสี่ยง ความเหลื่อมล้ำ และความไม่แน่นอนของชีวิตอย่างไร โดยไม่ปล่อยให้ตลาดเป็นผู้ตัดสินเพียงลำพัง คำตอบที่ต่างกันนำไปสู่รูปแบบอำนาจที่ต่างกัน แต่ไม่ได้เปลี่ยนรากคิดตั้งต้น

เมื่อมองจากกรอบนี้ ภาพที่สรุปว่าทุกอย่างเป็น “ขวา” จึงเป็นภาพที่ตัดตอนความลึกของการเมืองออกไป เหลือเพียงการจัดประเภทตามอารมณ์และการรับรู้ ขณะที่คำกล่าวที่ดูเหมือนสุดโต่ง กลับเปิดพื้นที่ให้เราเห็นความจริงเชิงโครงสร้างมากกว่า นั่นคือ การเมืองร่วมสมัยจำนวนมากกำลังเคลื่อนไหวอยู่ภายในกรอบสังคมนิยมโดยปริยาย ไม่ว่าจะยอมรับหรือไม่ก็ตาม

ในท้ายที่สุด ความเข้าใจการเมืองอย่างจริงจังอาจต้องเลิกถามว่า ใครซ้ายหรือขวา และหันมาถามว่า อุดมคติแบบใดกำลังถูกทำให้เป็นจริง ผ่านอำนาจแบบใด และด้วยต้นทุนทางเสรีภาพระดับไหน เพราะคำถามเหล่านี้ต่างหาก ที่จะทำให้เราเข้าใจโลกการเมืองร่วมสมัยได้ลึกกว่าภาพที่ดูเหมือนอธิบายทุกอย่างได้ในครั้งเดียว (ภาพจาก ปลื้ม Without Context)

#Siamstr #nostr #bitcoin #BTC