อนุรักษนิยมที่กลับมา หรือการเมืองแห่งความไม่มั่นคง?
ข้อสังเกตเชิงคำถามต่อกระแสโลกและกรณีไทย
เครดิตต้นโพส: เพจ Capt.Benz
บทความนี้เรียบเรียงใหม่ในรูปแบบเรียงความยาว โดยตั้งคำถามเชิงวิชาการต่อเนื้อหาในโพสดังกล่าว และเชื่อมโยงกับงานวิจัยด้านรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์การเมือง และภูมิรัฐศาสตร์ร่วมสมัย
⸻
การตั้งคำถามว่า “กระแสอนุรักษนิยมกำลังกลับมา” ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นเฉพาะในไทย หากแต่เป็นข้อถกเถียงระดับโลกที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ตั้งแต่สหรัฐ ยุโรป อินเดีย ไปจนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นักรัฐศาสตร์จำนวนมากสังเกตว่าหลังวิกฤตเศรษฐกิจโลกปี 2008 และความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากเริ่มหันไปสนับสนุนพรรคหรือผู้นำที่เน้นความมั่นคงของรัฐ อัตลักษณ์ชาติ และการควบคุมมากขึ้น (Norris & Inglehart, 2019) ปรากฏการณ์นี้บางครั้งถูกอธิบายว่าเป็น “การโต้กลับทางวัฒนธรรม” ต่อโลกาภิวัตน์และเสรีนิยมแบบสากล แต่คำถามสำคัญคือ กระแสนี้สะท้อนการตื่นรู้ทางการเมือง หรือสะท้อนความไม่มั่นคงที่ผู้คนรับรู้ต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วกันแน่ งานวิจัยด้านจิตวิทยาการเมืองชี้ว่าความรู้สึกภัยคุกคาม ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ ความมั่นคง หรืออัตลักษณ์ สามารถผลักดันให้ประชาชนสนับสนุนนโยบายที่เน้นเสถียรภาพและรัฐเข้มแข็งมากขึ้น (Haidt, 2012) ดังนั้นการเพิ่มขึ้นของกระแสอนุรักษนิยมในหลายประเทศอาจไม่ได้หมายถึงการหวนกลับสู่ระบบเดิมเสมอไป แต่อาจเป็นการตอบสนองต่อความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้างของโลกยุคใหม่
ในบริบทไทย การอธิบายว่าการเมืองกำลังเคลื่อนเข้าสู่แนวอนุรักษนิยมมากขึ้นจำเป็นต้องพิจารณาทั้งระดับอุดมการณ์และระดับยุทธศาสตร์เชิงปฏิบัติ งานวิจัยด้านการเมืองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เสนอว่าการเมืองในภูมิภาคมักมีลักษณะ “pragmatic politics” หรือการเมืองเชิงผลลัพธ์มากกว่าการเมืองเชิงอุดมการณ์บริสุทธิ์ กล่าวคือ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากให้ความสำคัญกับเสถียรภาพ เศรษฐกิจ และความมั่นคง มากกว่าการแบ่งขั้วเชิงอุดมการณ์แบบซ้าย–ขวาแบบตะวันตก (Case, 2015) เมื่อพิจารณาภายใต้กรอบนี้ การเพิ่มความนิยมของพรรคการเมืองที่ถูกมองว่าอยู่ในขั้วอนุรักษนิยม หรือพรรคที่เสนอภาพลักษณ์ “มั่นคง–บริหารได้” อาจสะท้อนความต้องการความแน่นอนในช่วงที่ภูมิรัฐศาสตร์โลกผันผวนมากกว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงอุดมการณ์โดยตรง คำถามจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าอนุรักษนิยมกำลัง “กลับมา” หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งกำลังมองหาอะไรในสภาวะโลกที่ไม่แน่นอน
กรณีของพรรค ภูมิใจไทย ซึ่งถูกกล่าวถึงในโพสดังกล่าวว่าเป็นตัวแทนของแนวทางการเมืองที่เน้นความยืดหยุ่นและผลลัพธ์เชิงปฏิบัติ น่าสนใจในเชิงวิเคราะห์ เพราะพรรคนี้มักถูกจัดวางอยู่ในตำแหน่งกึ่งกลางระหว่างขั้วอุดมการณ์ โดยเน้นนโยบายที่จับต้องได้ เช่น เศรษฐกิจท้องถิ่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการบริหารเชิงปฏิบัติ มากกว่าการเน้นอุดมการณ์เชิงทฤษฎีอย่างเข้มข้น ในมุมมองของรัฐศาสตร์เปรียบเทียบ พรรคที่มีลักษณะ “pragmatic centrist–conservative” มักได้รับความนิยมในช่วงที่สังคมต้องการเสถียรภาพมากกว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง (Kitschelt, 2020) แต่คำถามสำคัญคือ ความนิยมดังกล่าวสะท้อนการยอมรับอุดมการณ์อนุรักษนิยมจริง หรือเป็นเพียงการเลือกยุทธศาสตร์ทางการเมืองที่ตอบโจทย์สถานการณ์เฉพาะหน้า นอกจากนี้ยังควรถามต่อไปว่า ความยืดหยุ่นเชิงนโยบายสามารถรักษาความสมดุลระหว่างเสถียรภาพและการมีส่วนร่วมทางประชาธิปไตยในระยะยาวได้หรือไม่
อีกประเด็นที่โพสดังกล่าวชี้คือการเชื่อมโยงกระแสการเมืองภายในประเทศกับการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก โดยเฉพาะการเคลื่อนจากโลกขั้วเดียวไปสู่โลกหลายขั้ว (multipolar world) งานวิจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ระบุว่าประเทศขนาดกลางจำนวนมากกำลังใช้ยุทธศาสตร์ “hedging” หรือการถ่วงดุลระหว่างมหาอำนาจ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเอง (Ikenberry, 2020) การเปิดความสัมพันธ์กับทั้งตะวันตกและตะวันออกจึงอาจไม่ใช่การเปลี่ยนอุดมการณ์ทางการเมือง แต่เป็นการปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์ต่อโครงสร้างเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลง การตั้งคำถามว่าการหันไปเชื่อมโยงกับเอเชียหรือกลุ่มประเทศเกิดใหม่สะท้อนชาตินิยมที่เพิ่มขึ้น หรือสะท้อนการกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง
ท้ายที่สุด การกล่าวว่ากระแสอนุรักษนิยมกำลังได้รับความนิยมทั้งในไทยและทั่วโลกอาจเป็นข้อสังเกตที่มีมูลในเชิงแนวโน้ม แต่ยังต้องตั้งคำถามต่อไปว่ากระแสดังกล่าวจะยั่งยืนเพียงใด และจะส่งผลต่อโครงสร้างประชาธิปไตยและสังคมอย่างไรในระยะยาว งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่าในช่วงวิกฤต ผู้คนมักให้ความสำคัญกับความมั่นคงมากขึ้น แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ความต้องการเสรีภาพและการมีส่วนร่วมก็อาจกลับมาเป็นประเด็นหลักอีกครั้ง ดังนั้นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันอาจเป็นทั้งการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของระเบียบโลก และเป็นวัฏจักรทางการเมืองที่เกิดขึ้นซ้ำในช่วงที่สังคมเผชิญความไม่แน่นอน การตั้งคำถามเชิงวิชาการจึงอาจสำคัญกว่าการสรุปแบบขั้วเดียวว่า “อนุรักษนิยมกำลังชนะ” หรือ “เสรีนิยมกำลังถอย” เพราะความเป็นจริงทางการเมืองมักอยู่ในพื้นที่สีเทาที่ซับซ้อนกว่านั้นเสมอ
⸻
อ้างอิงงานวิจัย (คัดสรร)
• Norris & Inglehart (2019) Cultural Backlash
• Haidt (2012) The Righteous Mind
• Acemoglu & Robinson (2012) Why Nations Fail
• Ikenberry (2020) Liberal International Order
• Case (2015) Southeast Asian Politics
• Kitschelt (2020) Party Systems and Ideology
———
หากมองต่อจากข้อถกเถียงเรื่องการกลับมาของกระแสอนุรักษนิยมในระดับโลก คำถามที่ควรถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาอย่างจริงจังคือ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นการเคลื่อนตัวเชิงอุดมการณ์ที่ลึกซึ้ง หรือเป็นเพียงการปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐและผู้มีสิทธิเลือกตั้งในยุคที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นสภาวะปกติของระบบโลก งานวิจัยด้านรัฐศาสตร์เปรียบเทียบจำนวนมากชี้ว่าหลังจากช่วงทศวรรษ 2010 เป็นต้นมา โลกกำลังเผชิญภาวะที่เรียกว่า “polycrisis” หรือวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคง พลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์ เมื่อความเสี่ยงหลายมิติทับซ้อนกัน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยจึงให้ความสำคัญกับความสามารถในการบริหารจัดการมากกว่าการยึดมั่นในอุดมการณ์แบบบริสุทธิ์ (Tooze, 2022) ภายใต้บริบทเช่นนี้ พรรคการเมืองที่นำเสนอตนเองว่าเป็นตัวกลางระหว่างขั้วความขัดแย้ง และมีภาพลักษณ์ของความยืดหยุ่นเชิงนโยบาย มักได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะสามารถตอบสนองความต้องการ “เสถียรภาพเชิงปฏิบัติ” ของสังคมได้ในช่วงที่ความไม่แน่นอนสูง
ในกรณีไทย พรรค ภูมิใจไทย มักถูกมองว่าอยู่ในตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจ กล่าวคือ ไม่ได้ถูกกำหนดด้วยอุดมการณ์ทางการเมืองแบบแข็งตัว แต่เน้นการบริหารเชิงผลลัพธ์และการประสานผลประโยชน์ของกลุ่มต่าง ๆ งานวิจัยด้านพรรคการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ชี้ว่า พรรคที่มีลักษณะ “pragmatic broker” หรือพรรคที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างขั้วการเมือง มักมีบทบาทสำคัญในระบบการเมืองที่มีความหลากหลายและการแข่งขันสูง (Hicken & Kuhonta, 2015) คำถามจึงอยู่ที่ว่า ความนิยมที่เพิ่มขึ้นของพรรคที่มีลักษณะเช่นนี้สะท้อนความต้องการเสถียรภาพของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หรือสะท้อนการลดทอนความสำคัญของอุดมการณ์ในระบบการเมืองไทยกันแน่ และในระยะยาว การเมืองที่เน้นผลลัพธ์เชิงปฏิบัติจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นในสถาบันทางการเมืองได้เพียงใด หากปราศจากกรอบอุดมการณ์ที่ชัดเจน
นอกจากนี้ การเชื่อมโยงประเด็นการเมืองภายในประเทศกับการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกยังเป็นอีกมิติหนึ่งที่ควรถูกตั้งคำถามอย่างระมัดระวัง โพสต้นทางเสนอว่าการเมืองไทยอาจกำลังเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกับหลายประเทศที่ให้ความสำคัญกับอธิปไตยและความมั่นคงมากขึ้น ในขณะที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่โครงสร้างหลายขั้วอำนาจ งานวิจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์เห็นพ้องว่าประเทศขนาดกลางจำนวนมากกำลังใช้ยุทธศาสตร์การถ่วงดุลระหว่างมหาอำนาจ เพื่อรักษาความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจและการทูต (Kuik, 2021) ภายใต้กรอบนี้ การวางตำแหน่งของไทยในเวทีระหว่างประเทศจึงอาจไม่ใช่การเลือกข้างเชิงอุดมการณ์ หากแต่เป็นการสร้างพื้นที่ต่อรองในระบบโลกที่ซับซ้อนมากขึ้น คำถามสำคัญคือ การวางตัวเช่นนี้จะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองของประเทศในระยะยาวจริงหรือไม่ หรือจะทำให้ไทยต้องเผชิญแรงกดดันจากหลายฝ่ายพร้อมกัน
ในระดับสังคม การสนับสนุนพรรคการเมืองที่เน้นเสถียรภาพและความมั่นคงมักเกิดขึ้นในช่วงที่ประชาชนรู้สึกว่าความเสี่ยงจากภายนอกเพิ่มสูงขึ้น งานวิจัยด้านจิตวิทยาการเมืองระบุว่าความรู้สึกไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและความปลอดภัยสามารถเพิ่มแนวโน้มการสนับสนุนนโยบายที่เน้นการควบคุมและความเข้มแข็งของรัฐ (Marcus et al., 2019) แต่คำถามสำคัญคือ เมื่อความไม่มั่นคงลดลง ความต้องการดังกล่าวจะยังคงอยู่หรือไม่ และระบบการเมืองจะสามารถปรับตัวกลับไปสู่การมีส่วนร่วมที่หลากหลายมากขึ้นได้หรือเปล่า การเมืองที่เน้นเสถียรภาพในระยะสั้นอาจสร้างความมั่นคงชั่วคราว แต่หากไม่สามารถพัฒนาโครงสร้างสถาบันที่เปิดกว้างและยืดหยุ่นได้ ก็อาจนำไปสู่ความตึงเครียดในระยะยาว
อีกประเด็นหนึ่งที่ควรถูกพิจารณาคือ ความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองเชิงผลลัพธ์กับความคาดหวังของประชาชนในยุคข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็วขึ้น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในปัจจุบันมีการเข้าถึงข้อมูลและการเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ มากกว่าที่เคย ความคาดหวังต่อประสิทธิภาพของรัฐและคุณภาพชีวิตจึงสูงขึ้นตามไปด้วย พรรคการเมืองที่สามารถนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ในเชิงรูปธรรม เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจท้องถิ่น หรือบริการสาธารณะ มักได้รับความนิยม แต่ในขณะเดียวกัน ความคาดหวังต่อความโปร่งใสและความรับผิดชอบก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน คำถามจึงอยู่ที่ว่า พรรคการเมืองที่เน้นการบริหารเชิงปฏิบัติจะสามารถรักษาสมดุลระหว่างประสิทธิภาพและความโปร่งใสได้อย่างไรในระยะยาว
ท้ายที่สุด การตั้งคำถามต่อกระแสอนุรักษนิยมและบทบาทของพรรคภูมิใจไทยในบริบทการเมืองไทยไม่ควรถูกมองว่าเป็นการสนับสนุนหรือคัดค้านฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากแต่เป็นการพยายามทำความเข้าใจว่าระบบการเมืองกำลังตอบสนองต่อแรงกดดันจากทั้งภายในและภายนอกอย่างไร โลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่โครงสร้างหลายขั้วอำนาจอาจเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้กับประเทศขนาดกลางในการกำหนดทิศทางของตนเอง แต่ก็เพิ่มความซับซ้อนและความไม่แน่นอนในเวลาเดียวกัน การเมืองไทยในช่วงเวลานี้จึงอาจไม่ได้กำลังเดินไปสู่ขั้วใดขั้วหนึ่งอย่างชัดเจน หากแต่กำลังทดลองรูปแบบการปรับตัวใหม่ ๆ ระหว่างเสถียรภาพ อุดมการณ์ และผลประโยชน์แห่งชาติ และคำถามสำคัญที่ยังคงเปิดอยู่คือ การปรับตัวดังกล่าวจะนำไปสู่ระบบการเมืองที่ยั่งยืนและยืดหยุ่นได้เพียงใดในระยะยาว
⸻
อ้างอิงงานวิจัย (คัดสรรเพิ่มเติม)
• Tooze (2022) Polycrisis
• Hicken & Kuhonta (2015) Party Systems in Southeast Asia
• Kuik (2021) Hedging Strategies in Asia
• Marcus et al. (2019) Political Psychology of Threat
• Acemoglu & Robinson (2012) Institutions and Stability
#Siamstr #nostr #political
